MEMS

Ca na da <-> Th ai la nd

posted on 19 Jun 2005 08:41 by jaelsoul  in MEMS

ใกล้สอบแล้ว ไม่มีเรื่องใกล้ตัวที่อยากบันทึกเท่าไหร่ เผอิญแวะไปอ่านบล็อกลิเช่ (หรือไทชิน่ะแหละ) ก็เลยนึกอะไรขึ้นมาได้...

ค่อนข้างจะน่าเบื่อ ถ้าอยากอ่านก็เชิญอ่านน่อ ^^

- + - + - + - + - + -

เพิ่งเริ่มต้นชีวิตม.2 ได้เพื่อนที่สนิท ที่เรากล้าโชว์นิสัยบ้าๆบอๆให้ ทุกอย่างเหมือนกจะเป็นไปได้ด้วยดีนะ ...เราก็คิดว่าจะเรียนจนจบมัธยม แล้วเรียนต่อมหาลัยฯในไทย มีเพื่อน ได้เจอกัน ... แต่แล้ววันหนึ่ง พ่อกับแม่บอกว่าจะพาไป "แคนาดา" .... ช็อคครับท่าน ....

ตอนนั้นเป็นช่วงกลางๆเทอมของม.2 ละมั้ง จากวันนั้น วันที่เรารู้ว่าคงจะต้องไปที่อื่น... เราก็ตีห่างจากเพื่อน (กอล์ฟรู้ดีแน่ หึหึ) แน่นอนว่าตอนนั้น ก็ยังไม่แน่ใจกันจริงๆหรอก เพราะอยู่ในขึ้นตอนยื่นใบคำร้อง ขอ Immigration ที่นู่นน่ะ แต่เราก็รู้สึกว่า เดี๋ยวสักพัก ไม่ช้าหรือเร็ว เราก็ต้องจากห้องๆนี้ไปแล้ว ... ยิ่งเราสนิทกับใคร เราก็ยิ่งรู้สึกเจ็บที่ต้องจาก เราก็เคยรู้สึกอย่างงั้นตอนจบป.6

ช่วงวันเวลานั้น ไม่มีใครรู้สาเหตุ ว่าทำไมเราถึงตีห่างจากเจ๊กอล์ฟกะเจ๊เง็ก ที่จริงมันก็มีอย่างนึงที่เรารู้สึกแปลกๆ ก็เจ๊สองคนเล่นทำอะไรไม่รู้เหมือนกับมีความลับปิดบังเราไว้ เลยรู้สึกเหมือนส่วนเกินขึ้นมาตะหงิดๆ นั่นก็คงอีกเหตุผลหนึ่ง จำได้ว่าไม่ได้พูดกับเจ๊สองคนหลายวัน (เฮ้ย กอล์ฟถ้ามาอ่าน แล้วมันผิดก็บอกด้วย - o -) ปกติเรานั่งกับเจ๊สองคน แล้วเราก็แยกออกมา นั่งกับตัวเอง เคยถึงกับ "ร้องไห้" ในห้องน่ะแหละ ตอนที่อาจารย์ไม่อยู่ มันเศร้าพิกล

มันเป็นอย่างหนึ่งที่เรารับไม่ได้ การย้ายจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง มันไม่เหมือนกับเข้าอีกเว็บออกอีกเว็บ มันต่างกันมาก หนึ่งอย่างที่เราเสียใจเพราะเราผูกพันธ์กับประเทศนี้มากพอควร ถึงจะไม่ใช่ประเทศบ้านเกิด แต่เราก็ใช้เวลาร่วมสิบปีอยู่ที่ไทย มันก็ถือว่าเยอะแล้วสำหรับเด็กอายุ 14 ปี (ตอนก่อนไปยังอายุเท่านั้น เกิดท้ายปีน่ะ)

เวลาผ่านไป... ก็ถึงคาบพันธุกรรมของอ.มณีรัตน์ ... ตอนนั้นมีอะไรสักอย่าง แล้วเราก็กลับไปคุยกับเจ๊สองคนเหมือนเดิม แปลกดี เราตีห่างแบบไม่มีสาเหตุ ตั้งแต่จบประถม เราพบว่าตัวเองค่อนข้างเก็บทุกอย่างไว้กับตัวเอง โดยเฉพาะอะไรที่เกี่ยวกับตัวเอง ไม่ใช่คนร่าเริงที่นั่งกับใครก็สนิทกันได้ง่ายๆแล้ว

เราเงียบ ... เงียบจริงๆ มันเหมือนกับว่าไม่จำเป็นต้องพูดอะไรออกมา คิดในหัว พูดกับตัวเองข้างใน มีตัวเองก็เพียงพอแล้ว ซึ่งนิสัยแบบนี้ก็ตรงกันข้ามกับน้องชายตัวดี (ผู้แสนเพอร์เฟ็กต์..) และเพราะนิสัยนี้ เราเลยไม่ค่อยกระเตื้องมากในภาษา โดยเฉพาะสำเนียง ในขณะที่น้องเรานี่... สำเนียงเกือบเป็นสำเนียงแคเนเดียนแล้ว (แมน มาแต่ไกลเชียะ)

หลังจากที่กลับไปอยู๋กับเจ๊สองคน เราก็ใช้ชีวิตเหมือนเดิม เหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็ภาวนาไว้ในใจว่า จะได้ไปหลังจากจบม.3 อย่างๆน้อยก็ขออยู่กับพวกเจ๊ๆอีกปี แค่นั้นก็ดีแล้ว ได้อยู่ในที่แห่งนี้... ไปเรื่อยๆ

จบม.2 ตอนปิดเทอม พ่อบอกว่าให้เริ่มคิดเริ่มเตรียมตัวเกี่ยวกับการเดินทาง... เราเคยหลอกเจ๊สองคน (กี่รอบหว่า) หลายรอบ ตอนแรกก็บอกว่าจะไปแคนาดา คงไม่ได้ไปปฐมนิเทศของม.3 หรอก แต่แล้ว...วันปฐมนิเทศน์ เราก็โผล่หน้าไปเฉย.... แล้วก็บอกเจ๊สองคนว่าเราแค่มาเรียนก่อนจะไป แล้วไปๆมาๆก็บอกว่าเรื่องที่จะไปมันไม่จริง เราไปเรียนม.3 ได้ประมาณสองสามอาทิตย์ก็หยุด...

ที่จริงการย้ายมาก็มีข้อดี คือ

1. เรากำลังจะตกคณิตฯแล้วในตอนนั้น Tw T" แบบว่า 5/20 มัน.... ไม่รู้นึกยังไงเรียนคณิตแทนวิทย์เสริม ขืนอยู่ต่อมีหวังเดี้ยงคาโรงเรียนแน่นอน เชื่อสิ...

2. เราแทบจะไม่เก็ตอะไรที่เรียนที่ไทยเลย โดยเฉพาะวิทย์... ไม่เข้าใจสักติ๊ดมันเลย (เรียนผ่านมาได้ยังไงกันนะเรา) ยกเว้นพันธุกรรมฯที่เรียนกับอ.มณีรัตน์ อันนี้แจ่มแจ้งแดงแจ๋เลย เหอๆๆ

3. เน็ต... ใช่ มันคือเน็ตนั่นเอง ปกติเราใช้เน็ตมหาลัยฯของพ่อ แล้วข้อเสียของคอนโดฯเราคือตัดทุกสองชั่วโมง = [] =" โทรออกครั้งนึงก็ 4 บาท เลยโดนระงับไม่ให้ต่อเน็ตบ่อย (ซึ่งเราก็พยายามอ่ะนะ) แต่แน่นอนที่นี่เน็ตไม่ใช่ถูกๆ แต่มันก็เร็ว และก็ unlimited ด้วย = =!

4. ได้เพื่อนต่างชาติ.. ที่จริงก็เคยมีนะ ตอนเด็กๆ ตอนที่ยังอยู่ออสเตรเลียน่ะ ลูกของเพื่อนแม่ แต่ว่าพอเราย้ายไปไทยก็ไม่ได้ติดต่อกับพวกนั้น เคยได้ยินอะไรเกี่ยวกับพวกมัน แต่คือเราไม่กล้าติดต่อไปอ่ะ ภาษาอังกฤษเรามันแย่มากเทียบกับตอนเกิด ให้ตายเถอะ!!!

5. จำนวนวิชาที่เรียนน้อยกว่า... 8 วิชาต่อปีการศึกษา.. แต่งานเยอะจิ๊บเป๋ง โปรเจ็คนี่มันสุดยอด ... จำได้แม่นตอนที่ไปเรียนวันแรก... ตามเขาไม่ทัน อังกฤษมันรัวเร็วกว่าที่คาดไว้ อย่างน้อยก็เร็วกว่าที่แม่พูดละ = w =

(บัดนี้เรายังเชื่อว่าตอนเด็กเราอ่านภาษาอังกฤษแบบออกเสียงได้คล่องกว่าตอนนี้ สำเนียงไม่แปลกด้วย)

ที่จริงมันก็มีโอกาสต้องย้าย (แต่ในที่นี่คือเราคนเดียวมั้ง) แม่เคยคิดจะให้เราไปเรียนโรงเรียนนานาชาติในฮ่องกง ซึ่งใช้หลักสูตรเดียวกับแคนาดาน่ะ แม่อยากจับเราไปเรียนตั้งกะตอนเราจบป.6 แต่เราติดเตรียมพัฒน์เลยไปเรียนนั่นแทน...

เพื่อนจากที่เจอกันปีละครั้ง... ต่อจากนี้ไปก็ 2 - 3 ปีครั้งแล้วสิ... ปีก่อนได้เจอกันก็ดีใจแล้ว กว่าจะกลับไปก็คงจะขึ้นหรือจบม.6 กันแล้วสิ.. ต้องเข้ามหาลัยฯ เรียนหนัก ... คิดถึงเพื่อนจังเลย เฮ้อ...

เราอาจจะเรียนไม่หนักเท่าไทย เราอาจจะรู้อะไรน้อยกว่าคนที่ไทย (ที่นี่เลขช้ากว่าไทย วิทย์ก็น่าจะด้วย) แต่เราก็ไม่เสียใจที่ย้ายมานะ ถ้าไม่ได้ย้ายมา เราอาจจะไม่ได้เช้าเน็ตบ่อย และบางทีเว็ยอาจจะไม่ได้อยู๋นานแบบที่เป็นอยู่ (แม้จะร้างเป็นป่าช้าไปแล้วก็เถอะ) แล้วเราก็ไม่จะไม่เคยเข้าใจวิทย์กับเลขได้ (ตรูคิดจะเรียนสายวิทย์-คณิตได้ไงเนี่ย) และอังกฤษเราปรับปรุงขึ้นมากกว่าเดิมแล้ว ^^

......



Shoujo no Goro ni Modotta Mitai ni - ZARD

[orange tofu by @obchoey]



Twitter Updates




Shout!





Last.fm